Learn to live with it เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต

Rhythm & Boyd คือ ‘รักแรก’ ที่ทำให้คนฟังเพลงได้ทำความรู้จักกับบทเพลงของ บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยเพลงฮิตประเภทหยิบขึ้นมาฟังครั้งใดก็ยังคงเพราะในระดับร่วมสมัยอยู่เสมอ  

ขณะเดียวกันสำหรับคนสร้างงานอย่างบอย อัลบั้ม Rhythm & Boyd ยังเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จครั้งแรกและครั้งสำคัญในชีวิตนักแต่งเพลง ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นอัลบั้มเพลงรักที่บรรจุความทรงจำ บรรทุกความรู้สึก และประสบการณ์วัยหนุ่มที่ทั้งสดใส อ่อนหัด ผิดพลาด ท้อแท้ ซาบซึ้ง และตรึงใจ ฯลฯ ไว้อย่างครบถ้วน

ถ้าใครมีโอกาสได้ตามอ่านเรื่องราวชีวิตทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของอัลบั้มที่บอย โกสิยพงษ์ตั้งใจเขียนอุ่นเครื่องมอบให้แฟนเพลงก่อนจะถึงคอนเสิร์ตสำคัญ BOYdKO50th #1 RHYTHM & BOYd CONCERT จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผ่านทางแฟนเพจ Boyd Kosiyabong เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงจะคิดตรงกันว่าเรื่องที่เขียนไว้นั้นมันทั้งสนุก! และเต็มไปด้วยแง่มุมน่าสนใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ ‘ลึกซึ้ง’ ระหว่างคนในครอบครัวซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ทั้งในแง่การใช้ชีวิตและการสร้างงานเพลงให้กับอดีตเด็กโข่งหัวทึบชื่อ ‘บอย’ ลูกชายคนรองของครอบครัว ‘โกสิยพงษ์’ อีกด้วย

“ชีวิตคนเราก็เหมือนฤดู ตอนนี้ฤดูของบอยฝนมันตกอยู่ แต่ถ้าเราอดทนรอไหว ฟ้าหลังฝนมันจะสวยงามเสมอ”

คำพูดแสนอบอุ่นของ ‘แม่’ (อุไรวรรณ โกสิยพงษ์) ได้ให้กำลังใจกับ ‘บอย’ ในวันคืนที่สูญสิ้นกำลังใจอย่างที่สุด หลังจากนั้นไม่นาน มันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับบทเพลง Seasons Change ฤดูที่แตกต่าง ในเวลาต่อมา

คืนหนึ่งเวลาประมาณตีสองของประเทศไทย มันเป็นช่วงเวลาก่อนที่อัลบั้ม Rhythm & Boyd ของ บอย โกสิยพงษ์ จะเสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งถูกวางจำหน่ายให้คนฟังเพลงไทยได้รู้จักในช่วงปี 2538

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น จุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นจากเงินทุนจำนวน ‘1 ล้านบาท’ ที่ ‘บอย’ ลูกชายคนรองของครอบครัวโกสิยพงษ์ เอ่ยปากขอยืมจากพ่อและแม่ โดยหวังที่จะทำอัลบั้มเพลงไทยอย่างที่ตัวเองตั้งใจจะตามฝัน หลังจากใช้เวลาตลอด 5 ปี เรียนจนจบหลักสูตรด้าน Music Business, Songwriting และ Electronics Music จาก มหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) สหรัฐอเมริกา

หลังจากได้เงินทุน 1 ล้านบาท บอยโบยบินด้วยปีกฝันไปสร้างงานเพลงที่อเมริกา แต่แล้วทางฝันที่ทำเหมือนจะไปได้ด้วยดีก็สะดุดเป็นครั้งแรก ก่อนจะตามมาด้วยก้อนหินลูกแล้วลูกเล่าให้เขาต้องสะดุดล้มอีกหลายครั้ง …ด้วยความผิดพลาดจากประสบการณ์ที่ยังอ่อนด้อย ที่สุดจากเงินทุน 1 ล้าน ขยายกลายเป็น ‘ล้านที่สอง’ และ ‘ล้านที่สาม’ ในเวลาต่อมา เมื่อบอยต้องเจอกับเรื่องร้าย เพราะรถยนต์ที่เก็บเดโมอัลบั้ม Rhythm & Boyd ที่เขาตั้งใจทำมานานกว่า 6 เดือน ได้ถูกมือดีจากประเทศเสรีงัดไปจากท้ายรถ

“ผมจำได้ว่าแขนขาผมอ่อนแรงอย่างอธิบายไม่ถูกและทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโรงรถอย่างไม่กลัวกางเกงเปื้อน แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมาเหมือนทำนบแตก และตัดสินใจว่าจะยุติความฝันนี้ลง หลังจากละลายเงินของพ่อแม่ไปถึง 2 ล้าน ในระยะเวลาเพียงปีเดียว”

กลางดึกของคืนนั้น บอยโทรศัพท์ทางไกลจากลอสแอนเจลิสกลับมาเมืองไทย เขาบอกกับผู้หญิงที่อารีกับความอ่อนหัดของลูกชายมาทั้งชีวิตว่า “แม่…บอยขอโทษ บอยทำเงินที่แม่ให้มาเพิ่มหายไปอีกแล้วฮะ” บอยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟังทางโทรศัพท์ทั้งน้ำตา และบอกทิ้งท้ายว่าจะเลิกทำงานนี้แล้ว หากแต่ปลายสายจากประเทศไทยกลับพูดปลอบมาด้วยเสียงที่อบอุ่นและอ่อนหวาน

“ชีวิตคนเราก็เหมือนฤดู ตอนนี้ชีวิตบอยกำลังอยู่ในฤดูฝนจะไม่ให้ฝนตกก็ไม่ได้ แต่ถ้าบอยอดทนให้ฤดูฝนมันผ่านไป บอยจะพบว่าฟ้าหลังฝนเนี่ยมันงดงามเสมอ”

หลังจากคำพูดของแม่ในคืนนั้น บอยได้เงินทุนล้านที่ 3 เพื่อตามฝันให้เป็นจริงอีกครั้ง และในเวลานั้นเองที่เขาได้แต่งเพลง Seasons Change หรือ ฤดูที่แตกต่าง ขึ้นมา เพื่อที่จะได้นำเอาคำปลอบโยนของแม่เผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นที่กำลังหมดหวังและท้อแท้ ได้ฟื้นกลับมามีพลังใจอีกครั้ง เหมือนอย่างที่เขาเคยได้รับมาแล้ว

‘แม่’ คือส่วนเติมเต็มในชีวิต บอย โกสิยพงษ์

“แม่ผมเป็นแม่บ้าน แม่บ้านที่รักลูกมาก ตั้งแต่ผมเกิดมาผมไม่เคยกินผลไม้ที่มีเปลือกหรือมีเมล็ดเลย ตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ด้วยว่าองุ่นมันมีเปลือก องุ่นมันมีเมล็ด ทุกวันผมจะได้เอาช้อนตักองุ่นที่แกะแล้ว แช่เย็นอย่างดีแล้วกินเป็นชามๆ เลยฮะ หรืออย่างเงาะผมก็ไม่เคยกินแบบมีเมล็ด ทุกอย่างคือผ่านการผ่าตัดจากแม่มาเรียบร้อยแล้ว และไม่ใช่แค่ผลไม้ แต่อาหารแม่จะเป็นห่วงทุกอย่าง

“ครอบครัวผมเนี่ย ทั้งพ่อและพี่น้องทุกคนเป็นคนฉลาดหมด เรียนหนังสือได้คะแนน 80-90 เปอร์เซ็นต์ แล้วพอโตขึ้นก็ได้ทุน น้องชายผมได้ทุนเรียนฟรีที่อเมริกา เรียนจบด้วยเกียรตินิยม พี่ชายผมเขาก็ได้เกียรตินิยม พี่สาวผมก็ได้เกียรตินิยมที่ต่างประเทศ มีแค่บอยนี่แหละที่เรียนได้ทุเรศมากๆ คือเรียนรั้งท้ายมาตลอดตั้งแต่เด็ก ทั้งห้องมีนักเรียนอยู่ 45 คน ผมจะผลัดกับเพื่อนอีกคนว่าคราวนี้ใครจะเป็น ‘บ๊วย’ ของห้อง ซึ่งถ้าไม่ใช่มันก็คือผมนี่แหละ

“จนกระทั่งวันหนึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ ม.3 อธิการมาบอกว่า บอย ทางโรงเรียนจะต้องเชิญให้บอยออกจากโรงเรียน เพราะว่าคะแนนเฉลี่ยของผมมันอยู่ที่ 1.04 ฉะนั้นบอยเรียนต่อ ม.4 ไม่ได้ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าผมไม่มีความสามารถทางการเรียน

“ความจริงผมไม่ใช่คนเกเรเลยนะฮะ ผมตั้งใจท่องหนังสือ ผมฉีกหนังสือเป็นเล่มๆ ออกมาทีละบทเพื่อจะมานั่งอ่านทีละหน้า แต่มันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องถึงขนาดที่ว่ากำลังจะเข้าห้องสอบ ผมต้องเอาตามามองมัน เผื่อบทเรียนในหนังสือมันจะจำเข้าไปในตาผม (หัวเราะ) ผมโคตรพยายาม แต่มันก็ทำไม่ได้ งั้นโอเค ออกก็ออก

“แม่ผมบอกว่าโรงเรียนนี้น่าจะไม่เหมาะสำหรับบอยหรอก เขาน่าจะสอนไม่เก่ง เดี๋ยวไปหาโรงเรียนที่มันเหมาะกับบอยดีกว่านะ

“แม่ผมยังบอกอีกว่า “ดีแล้วที่บอยไม่เรียนเก่งแบบพี่น้องคนอื่นๆ เพราะตอนเด็กๆ แม่โง่มากเลย การบ้านแม่ก็ทำไม่ได้ สอบก็ไม่ได้ ลอกเพื่อนประจำเลย เพราะฉะนั้นแม่ก็จะได้มีบอยเป็นเพื่อนสักคนหนึ่งในบ้านที่เป็นเหมือนแม่ คำพูดของแม่ทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าโง่เหมือนแม่ก็ดีนะเนี่ย แม่ผมเขาเป็นคนสไตล์นี้”

ทำไม บอย โกสิยพงษ์ ถึง ‘โง่’

“ตอนนั้นยังไม่รู้ไง โรงเรียนบอกให้เราเลือกเรียนแค่วิทย์กับศิลป์ แต่ความจริงแล้วความถนัดของคนมันสามารถแบ่งได้ตั้ง 8 อย่าง (ทฤษฎีพหุปัญญา หรือ Theory of Multiple Intelligences)

“ทุกวันนี้ผมถึงได้เข้าไปพูดตามโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทุกเดือนเลยว่า ถ้าลูกคุณไม่ได้เหมาะสมกับศาสตร์ 2 อย่างนี้ นั่นไม่ได้แปลว่าลูกคุณโง่ เพราะผมเคยอยู่ในกลุ่มเด็กประเภทนี้มาก่อน แล้วมันก็เป็นปมด้อยกับตัวผมเองมาตลอด โชคดีว่าแม่ผมเขาสนับสนุนผม เข้าใจผม ผมก็เลยได้ค้นพบและทำในสิ่งที่เหมาะกับผม  

“พหุปัญญา หมายถึง ความรู้ ความถนัดในตัวมนุษย์ที่แตกต่างกัน บางคนถนัดในเรื่องภาษา บางคนถนัดในเรื่องวิทยาศาสตร์ บางคนถนัดในเรื่องดนตรี บางคนถนัดเรื่องการสื่อสาร เรื่องการออกกำลังกาย ฯลฯ เมื่อทุกคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเอาสัตว์ทั้งป่าไปสอบด้วย ‘ข้อสอบ’ ชุดเดียวกัน เราจะเอาปลาไปแข่งปีนต้นไม้กับลิงไม่ได้

“ที่ผ่านมาสมัยเด็กๆ ผมอาจจะเคยเป็นปลาที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งสอนแค่การปีนต้นไม้กับวิ่งแข่ง ดังนั้นผมจะไม่มีวันประสบความสำเร็จหรือพัฒนาศักยภาพของตัวเองในขณะที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้นได้ แล้วพอเราเคยอยู่ตรงจุดนี้มาก่อน เราเลยเข้าใจความรู้สึกว่าความห่วยมันเป็นยังไง แต่พอดีแม่เราชมที่เราห่วย เราเลยรอดมาได้ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าแม่คนอื่นจะชมลูกแบบเดียวกันนี้ด้วยหรือเปล่า”

จนถึงวันที่ ‘ค้นพบตัวเอง’

หลังจากลุ่มๆ ดอนๆ คลุกคลานกับการเรียนตามมาตรฐานการศึกษาไทยมาตลอด จุดพลิกผันครั้งสำคัญในชีวิตบอยก็เกิดขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจที่จะเหินฟ้าไปเรียนต่อทางด้านสาขาดนตรีที่มหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) แถมยังตั้งใจสมัครเรียนถึง 3 โปรแกรมการสอน คือ Songwriting, Electronics Music และ Music Business

ช่วงเวลานั้นเองที่ บอย โกสิยพงษ์ ได้ค้นพบทิศทางที่เหมาะสมในชีวิต เขาฝึกฝน เรียนรู้ทักษะที่สำคัญของการเป็นนักแต่งเพลง บอยเขียนเล่าไว้ในเพจของตัวเองว่า

“ทั้ง 3 หลักสูตรใช้เวลา 5 ปี ผมมี A- ตัวเดียว ที่เหลือคือ A ล้วนๆ ทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการตั้งใจเรียนเลย มันมาจากการที่ผมรักมันสุดหัวใจ อยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจไปหมด ผมไม่เคยท่องหนังสือ แต่อ่านมันจนเข้าใจ ผมเพิ่งเข้าใจคำพูดที่พ่อเคยบอกอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก หัวใจเราอยู่ที่ไหน ทรัพย์สมบัติเราก็อยู่ที่นั่น”